

เรื่องย่อและข้อมูลของ First Man
นีล อาร์มสตรอง กำลังจะแลกทั้งชีวิตครอบครัวและลมหายใจของตัวเองกับความฝันที่ยังไม่มีใครเคยทำได้ใน มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์ หรือ First Man หนัง ปี 2018 แนวประวัติศาสตร์และหนังชีวิตที่พาย้อนกลับไปในช่วงปี 1961 ถึง 1969 ยุคที่สหรัฐอเมริกาทุ่มทุกอย่างเพื่อพิชิตดวงจันทร์ให้ได้ก่อนใคร ทำไมต้องกดดูคืนนี้ เพราะนี่ไม่ใช่หนังอวกาศที่เน้นความตื่นเต้นฉาบฉวย แต่คือบันทึกชีวิตของชายเงียบขรึมคนหนึ่งที่ถูกเลือกให้แบกความหวังของคนทั้งชาติไว้บนบ่า เรื่องเริ่มจากวันที่อาร์มสตรองยังเป็นนักบินทดสอบฝีมือดีของนาซา ชายผู้รักการบินเป็นชีวิตจิตใจ มีภรรยาและลูกที่เขารักมาก แต่ชีวิตครอบครัวต้องสั่นคลอนจากความสูญเสียครั้งใหญ่ตั้งแต่ต้นทาง ความเจ็บปวดนั้นกลายเป็นเงาที่ติดตามเขาไปทุกที่ ขณะเดียวกันโครงการอวกาศของอเมริกากำลังเร่งเครื่องเต็มกำลังท่ามกลางการแข่งขันด้านอวกาศที่กดดันอย่างหนัก ทุกความผิดพลาดหมายถึงชีวิต ทุกการทดสอบหมายถึงโอกาสรอดที่ลดลง อาร์มสตรองตัดสินใจก้าวเข้าสู่โครงการเจมินีและต่อด้วยโครงการอะพอลโล ทั้งที่รู้ดีว่าเทคโนโลยีในวันนั้นยังไม่พร้อมสมบูรณ์ ยานยังไม่เสถียร ระบบยังต้องลุ้นหน้างาน และเพื่อนนักบินหลายคนต้องจ่ายราคาแพงไปแล้ว หนังพาเราเข้าไปนั่งอยู่ในห้องนักบินแคบ ๆ ได้ยินเสียงเครื่องยนต์คำราม เสียงโลหะสั่น เสียงวิทยุขาด ๆ หาย ๆ จากศูนย์ควบคุม ให้รู้สึกถึงแรงกดดันจริงของคนที่ต้องนั่งอยู่บนจรวดสูงเท่าตึกหลายสิบชั้นโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านหรือไม่ ความน่าดูอยู่ตรงที่หนังเล่าด้วยน้ำเสียงสุขุม จริง และเป็นมนุษย์มาก ไม่ได้ปั้นอาร์มสตรองให้เป็นฮีโร่ไร้หัวใจ แต่ให้เห็นว่าเขาเป็นพ่อ เป็นสามี เป็นเพื่อนร่วมงาน ที่ต้องเก็บความกลัวไว้ข้างในเพื่อทำหน้าที่ให้สำเร็จ สำหรับใครที่อยากดูแบบเข้าใจง่ายก็มีเวอร์ชัน พากย์ไทย ให้เลือกชมได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องละสายตาจากภาพเลย เดิมพันของเรื่องค่อย ๆ สูงขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปเกือบหนึ่งทศวรรษ จากนักบินทดสอบสู่นักบินอวกาศ จากเที่ยวบินวงโคจรใกล้โลกสู่ภารกิจที่ไกลออกไปเรื่อย ๆ นาซาต้องเรียนรู้จากความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งอุบัติเหตุในการฝึก การขัดข้องของยาน การคำนวณที่ผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจหมายถึงหายนะ อาร์มสตรองเองก็ต้องผ่านการฝึกโหด การจำลองสภาวะไร้น้ำหนัก การฝึกควบคุมยานลงจอดที่พร้อมจะพลิกคว่ำได้ทุกวินาที ขณะที่ที่บ้าน ภรรยาของเขาต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง รับมือกับข่าวร้ายของเพื่อนบ้านที่เป็นครอบครัวนักบินเหมือนกัน และอยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบว่าสามีจะกลับมาจากภารกิจครั้งต่อไปหรือไม่ ความขัดแย้งหลักจึงไม่ใช่แค่คนกับอวกาศ แต่คือคนกับหัวใจตัวเอง ระหว่างหน้าที่ต่อชาติที่ใหญ่ค้ำฟ้ากับหน้าที่ของพ่อและสามีที่รออยู่ที่บ้าน หนังใช้เวลาอย่างคุ้มค่าในการพาเราไปเห็นบรรยากาศยุค 60 ทั้งศูนย์ควบคุมภารกิจที่เต็มไปด้วยวิศวกรหนุ่มไฟแรง กระดานคำนวณ ห้องทดลอง ฐานปล่อยจรวดที่สั่นสะเทือนทั้งพื้นดิน ไปจนถึงห้องนั่งเล่นเงียบ ๆ ที่เข็มนาฬิกาเดินช้าอย่างมีความหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างอาร์มสตรองกับเพื่อนนักบินอย่างเอ็ด ไวท์ กัส กริสซัม เดวิด สก็อตต์ และบัซซ์ อัลดริน ถูกเล่าอย่างตรงไปตรงมา มีทั้งมิตรภาพ การแข่งขัน ความไว้ใจ และการสูญเสียที่ไม่มีใครอยากพูดถึง ทุกครั้งที่มีข่าวยานระเบิดหรือการทดสอบล้มเหลว คำถามเรื่องความคุ้มค่าของโครงการก็ดังขึ้นทั้งในสภา ในสื่อ และในใจของคนทำงานเองว่าประเทศควรทุ่มงบมหาศาลเพื่อส่งคนไปดวงจันทร์จริงหรือ ในเมื่อยังมีปัญหามากมายบนพื้นโลก อาร์มสตรองไม่ใช่นักพูด เขาไม่โต้เถียงด้วยคำสวยหรู แต่ตอบด้วยวินัย ความนิ่ง และการเตรียมตัวหนักกว่าใคร เขาเชื่อในวิทยาศาสตร์ เชื่อในทีมงานนับแสนคนที่อยู่เบื้องหลัง และเชื่อว่าก้าวต่อไปของมนุษยชาติต้องเริ่มจากความกล้าที่จะเสี่ยงอย่างมีสติ หนังสร้างจากหนังสือชีวประวัติของเจมส์ อาร์. แฮนเซน จึงเก็บรายละเอียดชีวิตและการทำงานไว้อย่างรอบด้าน ทั้งขั้นตอนการคัดเลือกนักบิน การฝึกเดินอวกาศ การเชื่อมต่อยานกลางอวกาศ ไปจนถึงแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองและสังคมที่ห้อมล้อมโครงการอะพอลโลเอาไว้ทั้งหมด ยิ่งใกล้ถึงภารกิจอะพอลโล 11 บรรยากาศยิ่งอึดอัดและเงียบงันอย่างประหลาด เพราะทุกคนรู้ดีว่านี่คือบทสรุปของความพยายามเกือบสิบปีที่ไม่มีที่ว่างให้ความผิดพลาด อาร์มสตรองถูกวางตัวให้เป็นผู้บังคับการภารกิจพร้อมลูกเรืออีกสองคน ทุกการซ้อม ทุกการตรวจสอบ ทุกเสียงนับถอยหลังล้วนมีน้ำหนักของชีวิตแขวนอยู่ หนังไม่เร่งเล่าแบบหนังแอ็กชัน แต่ค่อย ๆ บีบความรู้สึกด้วยงานภาพระยะใกล้ที่จับสีหน้า แววตา และลมหายใจในหมวกนักบินอวกาศ กับงานเสียงที่ทำให้เราได้ยินแม้แต่เสียงสวิตช์ เสียงหายใจ และความเงียบอันน่าอึดอัดเมื่ออยู่นอกโลก ความโดดเดี่ยวของอวกาศถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมจริง ทั้งความมืดเวิ้งว้าง แสงอาทิตย์ที่จ้าเกินจริง และโลกสีฟ้าใบเล็กที่ลอยอยู่ไกล ๆ ราวกับเตือนว่าบ้านอยู่ห่างออกไปหลายแสนกิโลเมตร ขณะเดียวกันหนังก็ยังไม่ทิ้งมิติครอบครัว ช่วงเวลาที่อาร์มสตรองต้องบอกลาลูก ๆ และภรรยาก่อนเดินทางถูกเล่าอย่างเรียบง่ายแต่เจ็บลึก ไม่มีการพูดเกินจริง มีเพียงความเงียบ สายตา และการกอดที่แน่นกว่าทุกครั้ง สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากหนังประวัติศาสตร์ทั่วไปคือการตั้งคำถามว่ากว่าจะได้มาซึ่งก้าวเล็ก ๆ หนึ่งก้าวบนผิวดวงจันทร์ มนุษย์ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง ต้องแลกด้วยเวลาในชีวิตที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ด้วยสุขภาพจิตที่ต้องแบกความสูญเสียของเพื่อนร่วมอาชีพ ด้วยความกลัวที่ต้องซ่อนไว้ใต้ชุดอวกาศ และด้วยศรัทธาของคนทั้งชาติที่ฝากไว้ที่คนเพียงไม่กี่คน หากคุณชอบหนังชีวิตจริงที่สร้างแรงบันดาลใจ สนใจประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ และอยากเห็นอีกด้านของวีรบุรุษที่โลกจดจำในฐานะชายผู้เงียบที่สุดแต่กล้าหาญที่สุด เรื่องนี้คือคำตอบที่ควรค่าแก่การให้เวลาหนึ่งคืนเต็ม ๆ แล้วคำถามสุดท้ายที่หนังทิ้งไว้ให้เราคิดตามก็คือ ในวินาทีที่ยานพุ่งออกจากฐานปล่อยและโลกค่อย ๆ เล็กลงตรงหน้าต่าง ชายที่ชื่อนีล อาร์มสตรองกำลังคิดถึงเกียรติยศของชาติ หรือกำลังคิดถึงเสียงของคนที่รอเขาอยู่ที่บ้านกันแน่









