

เรื่องย่อและข้อมูลของ Jason Bourne
เขาจำได้ทุกอย่าง แต่กลับพบว่าตัวเองยังไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง ความย้อนแย้งอันเจ็บปวดนี้คือหัวใจของการกลับมาอีกครั้งใน เจสัน บอร์น ยอดจารชนคนอันตราย หรือ Jason Bourne ภาพยนตร์แอ็กชันทริลเลอร์ปี 2016 ที่ทิ้งช่วงห่างจากภาคก่อนถึง 9 ปี เพื่อรอเวลาที่ใช่ เรื่องราวที่ใช่ และคำถามที่คุ้มค่าพอจะดึงชายคนหนึ่งกลับมาจากเงามืด เขาไม่ใช่ยอดมนุษย์ ไม่มีหน้ากาก ไม่มีผ้าคลุม ไม่มีพลังวิเศษใด ๆ เขาเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ถูกฝึกมาให้เป็นเครื่องจักรสังหาร และเมื่อเครื่องจักรนั้นเริ่มมีความทรงจำ มีความเป็นมนุษย์ และมีคำถามเป็นของตัวเอง ความอันตรายที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่หมัดหรือปืน แต่อยู่ที่ความจริงที่เขากำลังจะขุดค้นขึ้นมา บรรยากาศของเรื่องจึงทั้งเยือกเย็น ตึงเครียด และเต็มไปด้วยความรู้สึกของการถูกไล่ล่าตลอดเวลา เหมือนคนที่วิ่งหนีอดีตแต่ยิ่งวิ่ง อดีตก็ยิ่งวิ่งตามเร็วขึ้น การกลับมาคราวนี้ของ เจสัน บอร์น ยอดจารชนคนอันตราย เริ่มต้นจากจุดที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของชายหนุ่มที่สูญเสียความทรงจำและพยายามปะติดปะต่อว่าตัวเองคือใครอีกต่อไป ตามข้อมูลที่ได้รับการยืนยัน เจสัน บอร์น ในภาคนี้มาพร้อมกับความทรงจำ เขาจำได้ทุกอย่างแล้ว แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกว่าการลืมคือการค้นพบว่าแม้จะจำได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ารู้ทุกอย่างเสมอไป ช่องว่างระหว่างสิ่งที่จำได้กับสิ่งที่ยังไม่รู้กลายเป็นปมขัดแย้งศูนย์กลางของเรื่อง ผลักให้เขาต้องกลับเข้าสู่เกมที่เขาเคยพยายามหนี การกลับมาหลังจากหายไปนานถึง 9 ปีจึงไม่ใช่แค่การกลับมาเพื่อเอาตัวรอด แต่คือการกลับมาเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงอีกชั้นหนึ่งที่ยังถูกปิดบังไว้ โดยมี พอล กรีนกราสส์ กลับมารับหน้าที่กำกับและร่วมสร้างสรรค์เรื่องราว ร่วมด้วยทีมผู้สร้างอย่าง แฟรงค์ มาร์แชล และ เจฟฟรีย์ ไวเนอร์ จาก Captivate Entertainment รวมถึง เกร็กกอรี กู๊ดแมน เบน สมิธ และ แมตต์ เดม่อน ที่นั่งแท่นโปรดิวเซอร์ด้วยตัวเอง การรวมตัวครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจที่กรีนกราสส์เคยพูดไว้ว่าต้องใช้เวลานานเพราะยังไม่ได้บทที่โดนใจ จนกระทั่งได้เรื่องราวที่สมศักดิ์ศรีพอจะพาบอร์นกลับมา พร้อมการประกบกันของ แมตต์ เดม่อน กับ อลิเชีย วิกันเดอร์ นักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์ ร่วมด้วย จูเลีย สไตล์ และ ทอมมี่ ลี โจนส์ ที่เข้ามาเติมน้ำหนักทางการแสดงและความเข้มข้นให้กับโลกของสายลับที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม สิ่งที่ทำให้ Jason Bourne แตกต่างจากภาพยนตร์สายลับเรื่องอื่นอย่างชัดเจนคือแนวคิดที่ว่าเขาเป็นมนุษย์ธรรมดา คำพูดของผู้กำกับที่ว่า เจสัน บอร์น ไม่ได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ จึงไม่ต้องใส่หน้ากากหรือผ้าคลุม เขาเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง กลายเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าใจอารมณ์ของภาพยนตร์ทั้งเรื่อง คนดูจึงไม่ได้มองเขาเป็นยอดมนุษย์ที่ไม่มีวันพลาด แต่เอาใจช่วยเขาในฐานะคนที่ใช้ไหวพริบ การสังเกต และสัญชาตญาณเอาตัวรอดเพื่อรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า ความตื่นเต้นไม่ได้มาจากอุปกรณ์ไฮเทคเกินจริง แต่มาจากการได้เห็นเขาคิดแผนการอย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมที่กดดัน แล้วลงมือปฏิบัติตามแผนนั้นอย่างเด็ดขาดและแม่นยำ อารมณ์ของหนังจึงมีความดิบ สมจริง และจับต้องได้ ความทรงจำที่กลับคืนมาไม่ได้มอบความสงบให้เขา กลับกันมันมอบภาระทางใจที่หนักอึ้ง เพราะยิ่งจำได้มากเท่าไร ก็ยิ่งตระหนักว่ามีบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเขาคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ความรู้สึกโดดเดี่ยว หวาดระแวง และการตั้งคำถามกับตัวตนของตัวเองจึงแทรกซึมอยู่ในทุกฉาก ทำให้โทนของเรื่องมีความเป็นผู้ใหญ่ หม่นลึก และเต็มไปด้วยความขมขื่นของคนที่รู้ว่าอดีตไม่มีวันปล่อยเขาไปง่าย ๆ ในแง่ของประสบการณ์การรับชม เจสัน บอร์น ยอดจารชนคนอันตราย มอบรสชาติของภาพยนตร์บู๊ ผจญภัย และระทึกขวัญแบบเข้มข้นถึงขีดสุด ด้วยลายเซ็นการกำกับของ พอล กรีนกราสส์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องจังหวะการเล่าเรื่องอันรวดเร็ว กล้องที่เกาะติดตัวละครอย่างใกล้ชิด และการตัดต่อที่กระชับจนแทบหยุดหายใจ คนดูจะได้สัมผัสถึงแรงกดดันของการไล่ล่าที่เกิดขึ้นทั้งบนท้องถนน ในฝูงชน และในโลกของการข่าวกรองที่ทุกฝ่ายต่างช่วงชิงความได้เปรียบ ฉากแอ็กชันในแบบฉบับของบอร์นไม่ได้เน้นความสวยงามฟุ้งเฟ้อ แต่เน้นความดิบ ความเร็ว และการใช้สิ่งรอบตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ระยะประชิดที่ดุดัน การขับรถไล่ล่าที่บีบหัวใจ หรือการหลบหนีจากการติดตามด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ทุกฉากถูกออกแบบมาให้รู้สึกเหมือนเรากำลังวิ่งไปพร้อมกับเขา คิดไปพร้อมกับเขา และต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาทีไปพร้อมกับเขา ขณะเดียวกันองค์ประกอบของความผจญภัยและระทึกขวัญก็ค่อย ๆ ก่อตัวผ่านปริศนาของสิ่งที่เขายังไม่รู้ ทำให้คนดูไม่ได้แค่ลุ้นว่าเขาจะรอดหรือไม่ แต่ลุ้นว่าเขาจะค้นพบอะไร และความจริงนั้นจะเปลี่ยนสิ่งที่เขาเคยเชื่อมาตลอดไปอย่างไร เสียงดนตรีประกอบที่เร่งเร้า การออกแบบเสียงที่หนักแน่น และการถ่ายภาพที่ให้อารมณ์สารคดีสมจริงยิ่งเสริมให้โลกของหนังดูน่าเชื่อและกดดันยิ่งขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ชมที่หลงใหลในหนังสายลับที่มีความสมจริง จริงจัง และขับเคลื่อนด้วยตัวละคร มากกว่าการพึ่งพาความเหนือจริงหรือฉากเวอร์วังเพียงอย่างเดียว หากคุณชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่ต้องใช้สมองและร่างกายต่อกรกับองค์กรขนาดใหญ่ ชอบความตึงเครียดที่ค่อย ๆ ก่อตัวจากการไล่ล่าข้อมูลและความจริง ชอบพระเอกที่ไม่พูดมากแต่ทุกการกระทำมีความหมาย และชอบหนังที่ทำให้คุณตั้งคำถามไปพร้อมกับตัวละครว่าอะไรคือความจริง อะไรคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น Jason Bourne จะตอบโจทย์ได้อย่างเต็มที่ ในเชิงจิตวิญญาณของแนวหนัง มันคือตัวแทนของหนังบู๊ระทึกขวัญยุคใหม่ที่ผสมผสานความเป็นมนุษย์เข้ากับฉากแอ็กชันระดับบล็อกบัสเตอร์ได้อย่างลงตัว มีทั้งความดิบแบบหนังไล่ล่า ความซับซ้อนแบบหนังการเมืองสายลับ และความลึกทางอารมณ์แบบหนังดราม่าของคนที่ตามหาตัวตน การได้เห็น แมตต์ เดม่อน กลับมาสวมบทบาทอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาอีกครั้ง ร่วมกับพลังทางการแสดงของ อลิเชีย วิกันเดอร์ จูเลีย สไตล์ และ ทอมมี่ ลี โจนส์ ยิ่งทำให้การกลับมาในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษครั้งนี้มีความหมายและน่าจับตามองเป็นพิเศษ หากคุณพร้อมจะกลับสู่โลกที่ความทรงจำไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เป็นเพียงประตูบานแรกไปสู่ความจริงที่อันตรายกว่า ได้เวลาออกวิ่งไปพร้อมกับเขาแล้วใน เจสัน บอร์น ยอดจารชนคนอันตราย หนังที่จะทำให้คุณลุ้นระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ และทิ้งคำถามไว้ในใจ long หลังจากไฟในโรงดับลงว่าแท้จริงแล้วเรารู้จักอดีตของตัวเองดีพอแล้วหรือยัง









