

เรื่องย่อและข้อมูลของ Edge of Tomorrow
ลองจินตนาการดูว่าถ้าทุกเช้าที่คุณลืมตาตื่นขึ้นมา คือวันเดียวกัน วันที่คุณต้องออกไปตายในสนามรบที่ไม่มีทางชนะ แล้วต้องตื่นกลับมาตายซ้ำอีกครั้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความรู้สึกนั้นจะทั้งน่าหวาดกลัว ทั้งน่าหดหู่ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นโอกาสครั้งเดียวที่จะทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งกลายเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของมวลมนุษยชาติ นี่คือหัวใจของ เอดจ์ ออฟ ทูมอร์โรว์ ซูเปอร์นักรบดับทัพอสูร ภาพยนตร์บู๊ นิยายวิทยาศาสตร์ปี 2014 ที่หยิบเอาแนวคิดเรื่องห้วงเวลาและการวนลูปมาเล่าใหม่ในสเกลของสงครามล้างโลกได้อย่างทั้งตื่นเต้น กดดัน และชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ มันไม่ใช่แค่หนังเอเลี่ยนบุกโลกธรรมดา แต่คือเรื่องราวของการเอาชีวิตรอด การเรียนรู้จากความตาย และการลุกขึ้นสู้ใหม่ทุกครั้งแม้จะรู้ว่าตัวเองอาจต้องพ่ายแพ้อีกครั้งก็ตาม Edge of Tomorrow ถ่ายทอดเรื่องราวของอนาคตอันใกล้ที่โลกถูกฝูงเอเลี่ยนบุกโจมตีอย่างต่อเนื่องและรุนแรงจนแทบไม่มีช่องว่างให้มนุษย์ได้หายใจ แม้แต่กองกำลังทหารของโลกที่ทุ่มสุดกำลังก็ไม่อาจหยุดยั้งการรุกรานครั้งนี้ได้ ท่ามกลางสงครามที่เดิมพันด้วยชะตากรรมของมนุษยชาติทั้งหมด พันตรีวิลเลียม เคจ กลับเป็นนายทหารผู้ไม่เคยพบเห็นการต่อสู้จริงแม้แต่วันเดียว เขาเป็นคนทำงานอยู่หลังแนวรบ ไม่ใช่นักรบแนวหน้า และไม่เคยเตรียมใจที่จะเสี่ยงชีวิตในสนามรบที่โหดร้าย แต่โชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อเขาถูกผลักให้ต้องเข้าร่วมการรบครั้งสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นก็โหดร้ายสมกับที่เป็นสงครามกับอสูรต่างดาว การเข่นฆ่าที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีทำให้เคจต้องจบชีวิตลงอย่างรวดเร็ว ทว่าแทนที่ทุกอย่างจะจบลงตรงนั้น เขากลับพบว่าตัวเองถูกโยนเข้าสู่ห้วงแห่งเวลา ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในจุดเริ่มต้นก่อนการรบจะเริ่มขึ้น กดดันให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับการรบครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องต่อสู้และล้มตายซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่มีทางหนี แต่ด้วยการต่อสู้ในแต่ละครั้ง เคจกลับสามารถเรียนรู้ รับมือ และพัฒนาความสามารถในการต่อสู้กับศัตรูได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเขาได้ร่วมมือกับนักรบกองกำลังพิเศษอย่าง ริต้า วาทาสกี้ หญิงแกร่งผู้เป็นตำนานในสนามรบ ยิ่งเมื่อเคจและริต้าต้องต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าเอเลี่ยนในแต่ละครั้ง พวกเขาก็ยิ่งเข้าใกล้หนทางที่จะเอาชนะศัตรูได้มากขึ้นทุกที สิ่งที่ทำให้ เอดจ์ ออฟ ทูมอร์โรว์ ซูเปอร์นักรบดับทัพอสูร แตกต่างและทรงพลังกว่าเรื่องราวสงครามเอเลี่ยนทั่วไป คือการตั้งคำถามถึงความหมายของความกล้าหาญ ความกลัว และคุณค่าของชีวิตที่ต้องสูญเสียไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในตอนแรก วิลเลียม เคจ ไม่ได้เป็นฮีโร่ ไม่ได้กล้าหาญ และไม่ได้อยากเสียสละเพื่อใคร เขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่หวาดกลัวความตายเหมือนกับเราทุกคน แต่เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบอีกต่อไป กลับกลายเป็นบทเรียนที่ต้องเผชิญซ้ำทุกวัน เขาจึงค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย จากคนที่วิ่งหนี กลายเป็นคนที่กล้าเผชิญหน้า จากคนที่ทำอะไรไม่ถูกในสนามรบ กลายเป็นคนที่อ่านเกมออกและรับมือกับศัตรูที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ได้อย่างช่ำชอง ขณะเดียวกันการมีอยู่ของ ริต้า วาทาสกี้ ก็เติมมิติทางอารมณ์ที่เข้มข้นให้กับเรื่อง เธอคือนักรบผู้แข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว และเป็นสัญลักษณ์ของความหวังของมนุษยชาติ แต่ภายใต้ความแข็งแกร่งนั้นก็ซ่อนความเหนื่อยล้า ความเจ็บปวด และภาระของการต้องยืนหยัดเพื่อทุกคนเอาไว้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงไม่ใช่แค่การร่วมรบ แต่คือการพึ่งพา การเรียนรู้ และการส่งต่อความหวังให้กันในวันที่โลกแทบไม่เหลือความหวังแล้ว บรรยากาศของเรื่องจึงเต็มไปด้วยทั้งความสิ้นหวังและความไม่ยอมแพ้ สลับกันไปมาตลอดเวลา ทำให้ผู้ชมรู้สึกทั้งลุ้น ทั้งเอาใจช่วย และทั้งสะเทือนใจไปพร้อมกัน ในแง่ของประสบการณ์การรับชม Edge of Tomorrow คือหนังบู๊ นิยายวิทยาศาสตร์ที่จัดเต็มทั้งภาพ เสียง และจังหวะการเล่าเรื่องอย่างแท้จริง คนดูจะได้สัมผัสกับสงครามขนาดใหญ่ที่ดุเดือดตั้งแต่ต้นเรื่อง ทั้งฉากการยกพลขึ้นบก ฉากการปะทะกับฝูงเอเลี่ยนที่เคลื่อนไหวรวดเร็วและดุดัน ฉากการใช้อุปกรณ์และชุดเกราะรบสุดล้ำที่ทำให้ทหารธรรมดากลายเป็นจักรกลสังหาร แต่ขณะเดียวกันหนังก็มีจังหวะที่ชาญฉลาดในการสลับระหว่างความตื่นเต้นเร้าใจกับอารมณ์ขันร้ายๆ และช่วงเวลาที่นิ่งสงบเพื่อสำรวจจิตใจของตัวละคร การวนลูปของเวลาถูกใช้เป็นทั้งเครื่องมือสร้างความลุ้นระทึกและสร้างเสียงหัวเราะ เมื่อผู้ชมได้เห็นตัวละครตายในรูปแบบต่างๆ แล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่พร้อมความรู้ที่มากขึ้นทุกครั้ง ทำให้ทุกการต่อสู้มีความหมาย ไม่ใช่แค่ยิงกันไปมา แต่คือการวางแผน การจดจำรูปแบบของศัตรู การลองผิดลองถูก และการพัฒนาทีละก้าว งานด้านภาพของโลกอนาคตอันใกล้ก็ทำออกมาได้น่าเชื่อถือ ทั้งซากเมืองที่ถูกทำลาย ฐานทัพที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด และท้องฟ้าที่หม่นมัวไปด้วยสงคราม ยิ่งเสริมให้โทนของหนังทั้งหม่น ทั้งเท่ ทั้งยิ่งใหญ่ในแบบที่หนังไซไฟสงครามควรจะเป็น เอดจ์ ออฟ ทูมอร์โรว์ ซูเปอร์นักรบดับทัพอสูร จึงเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่หลงใหลในหนังบู๊และนิยายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้มีดีแค่ฉากแอ็กชัน แต่มีแนวคิดที่ชวนคิดและตัวละครที่มีพัฒนาการให้ติดตาม หากคุณชอบเรื่องราวของสงครามเอเลี่ยนที่เดิมพันด้วยอนาคตของโลก ชอบพล็อตแนวลูปเวลาที่ต้องค่อยๆ แกะรอยหาทางรอด ชอบเห็นตัวละครธรรมดาค่อยๆ เติบโตเป็นนักรบผ่านความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน และชอบเคมีของคู่หูต่างขั้วที่ต้องร่วมมือกันเพื่อฝ่าฟันภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้จะตอบโจทย์คุณได้อย่างเต็มอิ่ม ในจิตวิญญาณของหนังไซไฟแอ็กชันชั้นดี มันมอบทั้งความมัน ความลุ้น ความซาบซึ้ง และความหวัง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสูตรสำเร็จเดิมๆ แต่ใช้แนวคิดเรื่องเวลาและการเรียนรู้จากความตายมาเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเรื่องราวได้อย่างสดใหม่และน่าจดจำ ใครที่กำลังมองหาหนังที่ดูสนุก ดูเพลิน แต่ก็ทิ้งแง่คิดให้กลับไปคิดต่อหลังหนังจบ ไม่ควรพลาดที่จะกดชมเรื่องนี้ แล้วมาร่วมลุ้นไปพร้อมกันว่าในวงจรแห่งความตายที่ไม่รู้จบนี้ มนุษยชาติจะหาหนทางพลิกกลับมาเอาชนะทัพอสูรได้อย่างไร

