

เรื่องย่อและข้อมูลของ King of Prism: Pride the Hero
ชิน อิจิโจ กำลังจะเสียโรงเรียนที่เป็นเหมือนบ้านหลังสุดท้ายของความฝันไปต่อหน้าต่อตา ใน คิงออฟปริซึม กำเนิดฮีโร่ปริซึมสตาร์ หนัง ปี 2017 เรื่องนี้เขาต้องเลือกว่าจะยอมปล่อยให้แสงบนเวทีดับลงหรือจะลุกขึ้นสู้เพื่อแย่งอนาคตของตัวเองกลับคืนมา ทำไมต้องกดดูคืนนี้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่แอนิเมชันไอดอลสเก็ตน้ำแข็งธรรมดา แต่มันคือระเบิดพลังบวกที่อัดแน่นด้วยเพลงเร่งจังหวะ แสงสีกระพริบ และท่า Prism Jump ที่เหนือจินตนาการจนเหมือนนั่งดูคอนเสิร์ตจริง เปิดเรื่องมาก็พุ่งเข้าใส่เลยที่โรงเรียนฝึก Edel Rose ประตูสู่การเป็น Prism Star ที่เด็กหนุ่มเจ็ดคนรวมถึงชินก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มและความหวังเต็มอก ชีวิตในโรงเรียนเต็มไปด้วยการซ้อม การเรียน การแข่งกับตัวเองทุกวัน มิตรภาพระหว่างเพื่อนใหม่ก่อตัวเร็วแบบวัยรุ่นไฟแรง แต่หลังรอยยิ้มนั้นมีความกดดันซ่อนอยู่ เพราะโลกบันเทิงไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด และรุ่นพี่วง Over The Rainbow ที่เคยเป็นเหมือนเสาหลักของที่นี่ก็เพิ่งประกาศพักงานแบบไม่มีกำหนดเพื่อแบกรับหนี้ก้อนโตแทนโรงเรียน บรรยากาศเลยทั้งสดใสทั้งหน่วงในเวลาเดียวกัน คนดูจะรู้สึกทันทีว่าเด็กพวกนี้ไม่ได้แค่เต้นและร้องเพลง แต่กำลังเอาชีวิตวางเดิมพันบนเวทีน้ำแข็ง เดิมพันยิ่งพุ่งสูงขึ้นเมื่อแผนของ จิน โนริซึกิ แห่ง Schwarz Rose คืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที เป้าหมายของเขาชัดเจนคือการบีบให้ Edel Rose ต้องปิดตัวลงให้ได้ จากบ้านที่เคยอบอุ่นกลายเป็นสนามรบที่ต้องเอาตัวรอด โรงเรียนที่เคยมีเสียงหัวเราะในห้องซ้อมเริ่มเต็มไปด้วยความเงียบ ความลังเล และคำถามว่าพรุ่งนี้จะยังมีที่ให้ยืนอยู่ไหม ในเวลาเดียวกันสมาชิกทั้งสามของ Over The Rainbow ก็ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศเพื่อหาเงินมาชดใช้และพิสูจน์ตัวเอง โคจิ มุ่งหน้าไกลถึงฮอลลีวูดเพื่อทำงานโปรดิวซ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ในอุตสาหกรรมที่ไม่ปราณีใครหน้าใหม่ เขาต้องเจอกับกำแพงภาษา วัฒนธรรมการทำงานที่โหด และความกดดันว่าชื่อของ Prism Star จะมีความหมายอะไรในดินแดนที่ไม่รู้จักเขาเลย คาซึกิ เลือกเส้นทางตรงกันข้าม เขาหันหลังให้แสงไฟในเมืองใหญ่แล้วออกเดินทางสายสตรีทเพื่อค้นหารากเหง้าของการแสดงของตัวเอง เขาต้องเผชิญหน้ากับถนนที่ดิบจริง ผู้คนที่ไม่ได้มองเขาเป็นดารา และคำถามว่าถ้าไม่มีเวทีหรูหราเขายังจะเปล่งประกายได้ไหม ส่วน ฮิโร ทุ่มทุกอย่างให้กับการฝึกพิเศษแบบเข้มข้นชนิดที่ร่างกายแทบพัง เขาซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเหงื่อท่วมพื้นลานน้ำแข็ง เพราะรู้ดีว่าถ้าตัวเองไม่แข็งแกร่งขึ้นก็ปกป้องใครไม่ได้เลย ทั้งสามคนอยู่กันคนละที่ เจอบททดสอบคนละแบบ แต่ในใจลึก ๆ กลับถามคำถามเดียวกันว่าตัวตนที่แท้จริงของ Prism Star คืออะไรกันแน่ ขณะที่เด็กใหม่ทั้งเจ็ดใน Edel Rose ก็ต้องเติบโตแบบก้าวกระโดด พวกเขาจากเด็กที่แค่อยากขึ้นเวที กลายเป็นคนที่ต้องแบกความหวังของโรงเรียนไว้บนบ่า ต้องซ้อมหนักขึ้น ต้องแข่งกันเอง ต้องเรียนรู้ว่าความเป็นรุ่นน้องไม่ได้แปลว่าจะหลบหลังรุ่นพี่ได้ตลอดไป ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องเลยทั้งอบอุ่นทั้งเจ็บปวด เพราะบางครั้งการปกป้องที่ดีที่สุดคือการปล่อยมือให้อีกฝ่ายล้มและลุกขึ้นเอง สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากแอนิเมชันไอดอลทั่วไปคือคำว่า pride ที่หนังหยิบมาขยี้แบบตรงไปตรงมา สำหรับพวกเขา Prism Show ไม่ใช่แค่โชว์ แต่คือชีวิต คือคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองและกับคนที่เชื่อในตัวพวกเขา ทุกครั้งที่กระโดด ทุกครั้งที่ร้องเพลงออกไป จึงเหมือนการประกาศว่าฉันจะไม่หนีจากความฝันนี้ หนังเล่าสลับไปมาระหว่างชีวิตประจำวันใน Edel Rose ที่เต็มไปด้วยพลังวัยรุ่น เสียงแซวกันในหอพัก มุกตลกเบา ๆ ในห้องเรียน ฉากซ้อมที่ทั้งฮาทั้งเหนื่อย กับการเดินทางภายในใจของรุ่นพี่ทั้งสามที่ต้องเผชิญความโดดเดี่ยว ความกลัว และความรู้สึกผิดที่ทิ้งน้อง ๆ ไว้ข้างหลัง จังหวะหนังเลยมีทั้งช่วงเบาสบายชวนอมยิ้มและช่วงที่เร่งเร้าด้วยดนตรีกับแสงสีแบบจัดเต็ม งานภาพสไตล์ประกายวิบวับ ตัวละครออกแบบมาหล่อคมคาแรกเตอร์ชัด เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มทุกชุด เอฟเฟกต์แสงของ Prism Jump แต่ละครั้งถูกสร้างมาให้คนดูอยากลุกขึ้นปรบมือ ทั้งท่าสเก็ตที่พลิ้วไหวผสมกับบีตเพลงป๊อป ทั้งฉากเวทีที่แสงพุ่งจากพื้นน้ำแข็งขึ้นฟ้า มันคือความอิ่มเอมทางสายตาและเสียงเพลงมากกว่าความสมจริง และยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกถึงหยาดเหงื่อหลังเวที ทั้งเรื่องหนี้สิน แรงกดดันจากผู้ใหญ่ ความรับผิดชอบที่มาพร้อมชื่อเสียง ไปจนถึงมิตรภาพที่ต้องเรียนรู้จะเติบโตโดยไม่ดึงกันไว้ หนังไม่ได้บอกว่าโลกนี้สวยงาม แต่บอกว่าแม้โลกจะไม่สวยงามก็ยังมีเหตุผลให้ยิ้มและก้าวต่อไปบนน้ำแข็งนั้น แล้วสุดท้าย Edel Rose จะรอดจากเงื้อมมือของ Schwarz Rose ได้ไหม เด็กใหม่ทั้งเจ็ดจะทันเติบโตขึ้นเป็นกำแพงด่านใหม่ก่อนที่โรงเรียนจะล่มสลายหรือเปล่า และ Over The Rainbow ที่แยกกันไปคนละทิศจะค้นพบคำตอบของตัวเองแล้วกลับมารวมกันบนเวทีเดียวกันได้อีกครั้งไหม นี่คือจุดที่เรื่องเริ่มเดือดที่สุด เมื่อเวทีที่เคยเป็นความฝันกลายเป็นสมรภูมิที่ต้องใช้ทั้งหัวใจและความภาคภูมิใจเข้าแลก ใครที่คิดถึงฟีลดูโชว์ไอดอลแบบลุ้นจนลืมหายใจ ใครที่ชอบเรื่องราวรุ่นพี่รุ่นน้องที่ทั้งผลักทั้งดันกันให้ไปข้างหน้า ต้องลองเปิดใจให้เรื่องนี้แบบ พากย์ไทย เต็มอิ่มทั้งภาพทั้งเสียง แล้วจะเข้าใจว่าทำไมเด็กหนุ่มพวกนี้ถึงยอมแลกทุกอย่างเพื่อแสงเพียงไม่กี่นาทีบนเวทีน้ำแข็งนั้น คืนนี้เตรียมใจให้พร้อมแล้วไปดูกันว่าปีกของพวกเขาจะสว่างพอจะต้านความมืดที่กำลังกลืน Edel Rose ได้หรือไม่
