

เรื่องย่อและข้อมูลของ Hostel: Part II
เบธกำลังจะเสียทั้งทริปในฝัน เพื่อนรัก และอาจทั้งชีวิตของตัวเอง เมื่อ นรกรอชําแหละ 2 หรือ Hostel: Part II พาเธอและเพื่อนนักศึกษาสาวชาวอเมริกันอีกสองคนหลงเข้าไปในกับดักที่สโลวาเกียแบบถอนตัวไม่ทัน คืนนี้ต้องกดดูเพราะนี่คือ หนัง ปี 2007 สายสยองขวัญเอาตัวรอดที่โหด ดิบ และจิตวิทยาหนักกว่าภาคแรกแบบคูณสอง เรื่องเปิดที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อเบธ วิทนีย์ และลอร์นา สามนักเรียนศิลปะที่กำลังเรียนและเที่ยวอยู่ในยุโรป ตัดสินใจออกเดินทางตามคำชวนของเพื่อนนักเรียนด้วยกันอย่างแอ็กเซล นางแบบสาวที่ดูเป็นมิตร เธอเล่าถึงโฮสเทลเล็ก ๆ ในสโลวาเกียว่าบรรยากาศดี สงบ สวย และเป็นสวรรค์ของแบ็กแพ็กเกอร์ ใคร ๆ ก็ไปกัน สำหรับเด็กสาวไกลบ้านที่อยากพักจากห้องเรียน อยากเห็นเมืองใหม่ อยากมีค่ำคืนสนุก ๆ กับเพื่อน คำชวนนี้มันหอมหวานเกินจะปฏิเสธ พวกเธอขึ้นรถไฟไปด้วยใจเบา ๆ หัวเราะกันมาตลอดทาง ไม่รู้เลยว่าชื่อ ที่อยู่ และรูปถ่ายของพวกเธอถูกส่งต่อไปแล้วตั้งแต่ก่อนออกเดินทางด้วยซ้ำ พอไปถึงเมืองที่ว่าภาพตรงหน้าคือยุโรปตะวันออกที่สวยแบบวังเวง ตึกเก่า หมอกบาง ถนนหินเงียบ ๆ โฮสเทลที่เห็นก็ดูอบอุ่น มีนักท่องเที่ยว มีเสียงเพลง มีรอยยิ้มต้อนรับ แต่คนดูอย่างเราจะรู้สึกตั้งแต่ห้านาทีแรกว่ามันอบอุ่นแบบปลอม ๆ ยิ้มกว้างไป พนักงานมองนานไป ประตูบางบานล็อกแน่นหนาเกินเหตุ และแขกบางคนหายไปจากห้องอาหารโดยไม่มีใครถามหา จุดขายของภาคนี้คือมันไม่ได้มาแค่ตุ้งแช่ แต่มาค่อย ๆ บีบให้อึดอัด หายใจไม่ทั่วท้อง เหมือนเดินอยู่ในเขาวงกตที่ทางออกค่อย ๆ ปิดทีละบาน ใครชอบหนังลุ้นเอาตัวรอดในต่างแดนที่ดูแล้วกำมือแน่น ลุกไปไหนไม่ได้ ต้องดูให้จบในรอบเดียว เรื่องนี้ตอบโจทย์ตรง ๆ แบบไม่ต้องอ้อม เดิมพันของเรื่องไม่ได้อยู่แค่ฝั่งเหยื่อ แต่อยู่ที่มันพาเราไปเห็นอีกฝั่งของธุรกิจมืดพร้อมกันด้วย ระหว่างที่สามสาวกำลังเที่ยว ผ่อนคลาย อาบน้ำ แช่น้ำพุร้อน และเริ่มแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง หนังตัดสลับไปที่ชายอเมริกันสองคน ท็อดด์กับสจ๊วร์ต เพื่อนนักธุรกิจที่บินมาเข้าร่วมงานประมูลลับขององค์กรที่เรียกตัวเองว่า Elite Hunting Club ระบบของมันเรียบง่ายและน่าขนลุก คือมีนายหน้าคอยล่อเหยื่อที่เป็นนักเดินทางต่างถิ่นมายังโฮสเทล จากนั้นถ่ายรูป ส่งประวัติ ประมูลขายให้กับลูกค้ารวย ๆ จากทั่วโลกที่จ่ายเงินเพื่อเข้าไปทรมานและฆ่าเหยื่อในสถานที่ที่เตรียมไว้โดยเฉพาะ ยิ่งเหยื่อเป็นอเมริกันสาวยิ่งราคาสูง ยิ่งร้องขอชีวิตยิ่งเป็นที่ต้องการ ท็อดด์ตื่นเต้นเหมือนได้เล่นเกมสุดขั้วที่เงินซื้อได้ ส่วนสจ๊วร์ตยังลังเล กล้า ๆ กลัว ๆ อยากพิสูจน์ความเป็นชายแต่ก็กลัวข้ามเส้นที่กลับมาไม่ได้ การเล่าคู่ขนานแบบนี้ทำให้ Hostel: Part II น่ากลัวกว่าหนังไล่เชือดทั่วไป เพราะเราเห็นตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกเหยื่อ การวางยาในเครื่องดื่ม การปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยว การใช้ความใจดีบังหน้า ทุกอย่างเป็นระบบ มีพนักงาน มีคนทำความสะอาด มีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็น มันไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตคนเดียว แต่มันคืออุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเงิน ความเบื่อ และอำนาจ ฝั่งสามสาวเองแต่ละคนก็มีจุดอ่อนต่างกัน ลอร์นาขี้กลัวและอยากเป็นที่ยอมรับจึงถูกดึงไปง่ายที่สุด วิทนีย์สายปาร์ตี้มั่นใจว่าตัวเองเอาตัวรอดเก่งจึงเผลอประมาท ส่วนเบธดูฉลาดและระวังตัวที่สุดแต่ก็ยิ่งโดดเดี่ยวเมื่อเพื่อนค่อย ๆ หายไปทีละคน หนังค่อย ๆ ต้อนพวกเธอจากห้องพักแคบ ๆ ทางเดินมืด ๆ ห้องซาวน่า ไปจนถึงอาคารร้างและห้องใต้ดินที่เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง ทุกครั้งที่ประตูปิด ทุกครั้งที่กุญแจหมุน เราจะลุ้นว่าใครจะหันกลับมาทัน ใครจะเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง และใครจะไว้ใจคนผิดจนไม่มีโอกาสแก้ตัว สำหรับคนที่อยากดูแบบ พากย์ไทย เรื่องนี้ยิ่งดูง่ายเพราะบทสนทนาเยอะ ปมเยอะ ไม่ใช่แค่เลือด แต่คือการหักเหลี่ยมกันด้วยคำพูด การข่มขู่ และการต่อรองเอาชีวิตรอด ยิ่งครึ่งหลังเดิมพันยิ่งสูงขึ้นแบบไม่มีเบรก เมื่อเหยื่อถูกแยกออกจากกันอย่างสมบูรณ์และถูกส่งไปให้ลูกค้าที่ประมูลได้ทีละคน บรรยากาศจากหนังท่องเที่ยวกลายเป็นหนังกับดักเต็มรูปแบบ โฮสเทลที่เคยมีเสียงหัวเราะกลายเป็นโรงเชือดที่มีกฎของตัวเอง มีชุดคลุม มีห้องทรมาน มีอาวุธให้เลือกเหมือนเมนูอาหาร ลูกค้าบางคนมาเพราะอยากระบาย บางคนมาเพราะอยากรู้ว่าตัวเองกล้าขนาดไหน บางคนมาเพราะคิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างรวมถึงชีวิตคนอื่น หนังใช้จุดนี้ตั้งคำถามแรง ๆ ว่าความชั่วเกิดจากเงินหรือเงินแค่เปิดประตูให้ด้านมืดที่อยู่ในคนอยู่แล้วออกมา ท็อดด์กับสจ๊วร์ตที่ตอนแรกดูเหมือนแค่เพื่อนกันก็เริ่มแตกกันเองเมื่อถึงเวลาต้องลงมือจริง ความกลัว ความเมาเงิน และอีโก้ผู้ชายปะทุใส่กัน ส่วนเบธจากนักศึกษาธรรมดาต้องเปลี่ยนโหมดเป็นนักเอาตัวรอดเต็มตัว เธอไม่มีปืน ไม่มีพวก ไม่มีภาษาท้องถิ่น มีแค่ไหวพริบ ความจำเรื่องศิลปะ และสัญชาตญาณที่บอกว่าอย่าไว้ใจใครทั้งนั้น งานภาพเน้นความสมจริงแบบดิบ ๆ ไม่ใช่ผี ไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นฝีมือมนุษย์ด้วยกันเองซึ่งน่ากลัวกว่าเยอะ เสียงเหล็ก เสียงน้ำหยด เสียงลากเก้าอี้ในห้องเงียบ ๆ ทำเอาขนลุกกว่าฉากเลือดอีก หนังยังแอบกัดสังคมเบา ๆ เรื่องการมองนักท่องเที่ยวอเมริกันเป็นสินค้า การค้ามนุษย์ และการที่คนมีเงินเชื่อว่าอยู่เหนือกฎหมายถ้าจ่ายพอ ใครที่ชอบหนังสยองขวัญสายโหดจิตวิทยาที่ไม่ได้สยองแค่ภาพ แต่สยองที่แนวคิด เรื่องนี้คือของแรงที่ดูจบแล้วจะหน่วงอยู่ในหัวไปอีกหลายวัน มันทำให้เรากลับมาคิดว่าปกติเวลาเราเที่ยวไกลบ้าน เราฝากชีวิตไว้กับรอยยิ้มของคนแปลกหน้าบ่อยแค่ไหนกัน คำถามค้างที่ทำให้ต้องดูต่อจนจบคือสามสาวที่เข้าไปพร้อมกันจะได้ออกมาด้วยกันไหม ใครจะไหวตัวทันก่อนถูกส่งขึ้นเขียง และลูกค้าที่จ่ายเงินซื้อชีวิตคนอื่นจะต้องจ่ายคืนด้วยอะไรที่แพงกว่าเงินหรือเปล่า เบธจะใช้สมองพลิกเกมกับองค์กรทั้งระบบได้อย่างไรในเมื่อทุกทางหนีมีคนเฝ้า ทุกคนที่ยื่นมือมาช่วยอาจเป็นนายหน้าปลอมตัวมา และพาสปอร์ตกับโทรศัพท์ก็ไม่ได้ช่วยอะไรในเมืองที่ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ถ้าคืนนี้อยากหาหนังสยองขวัญที่เปิดมาเหมือนหนังเที่ยวเพื่อนสาวแล้วค่อย ๆ บิดเป็นฝันร้ายเย็นยะเยือกที่หยุดดูไม่ได้ Hostel: Part II คือคำตอบที่โหดที่สุด เตรียมใจให้พร้อม ปิดไฟ ปิดเสียงแจ้งเตือน แล้วกดดูรวดเดียวให้จบ แล้วลองถามตัวเองว่าถ้าเป็นเราตื่นมาในห้องแปลก ๆ ที่สโลวาเกียโดยไม่มีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ เราจะเคาะประตูบานไหนเป็นบานแรก









