

Happyend
เรื่องย่อและข้อมูลของ Happyend
โตเกียวในอนาคตอันใกล้ที่ภาพของ Happyend พาเราเข้าไปสัมผัส ไม่ใช่เมืองนีออนล้ำยุคแบบในหนังไซไฟที่คุ้นเคย แต่มันคือเมืองที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด ทั้งตึกเรียนเก่า ๆ ทางเดินที่แดดส่องเฉียงยามบ่าย ร้านสะดวกซื้อหน้าโรงเรียน และเสียงประกาศซ้อมอพยพแผ่นดินไหวที่ดังจนกลายเป็นเรื่องปกติ ความน่ากลัวของเมืองนี้ไม่ได้มาจากหุ่นยนต์หรือสงคราม หากมาจากบางสิ่งที่มองไม่เห็นแต่กดทับทุกคนอยู่ตลอดเวลา นั่นคือคำเตือนว่า มหาภัยพิบัติครั้งใหญ่กำลังจะมา และอาจมาถึงในวันพรุ่งนี้เลยก็ได้ ผู้คนจึงใช้ชีวิตไปพร้อมกับความระแวงลึก ๆ ต้องคอยเช็กโทรศัพท์ ต้องเงยหน้ามองเพดานทุกครั้งที่พื้นสั่นเบา ๆ โรงเรียนเองก็เต็มไปด้วยโปสเตอร์รณรงค์ความปลอดภัย กฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นทุกเทอม และบรรยากาศอึมครึมของสังคมที่บอกให้ทุกคนเชื่อฟังเข้าไว้เพื่อความอยู่รอด มันเป็นช่วงเวลาปลายยุคของความเป็นเด็ก ที่ท้องฟ้าดูเหมือนจะสดใส แต่กลับมีเมฆของความกลัวลอยค้างอยู่ไม่ไปไหน ท่ามกลางบรรยากาศแบบนั้น เราได้รู้จักกับเพื่อนซี้สองคนที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย พวกเขาเป็นเด็กหนุ่มประเภทที่ครูส่ายหน้าแต่เพื่อนทั้งห้องรักหมดใจ คนหนึ่งเป็นตัวแสบสายลุย เสียงดัง ชอบเล่น ชอบแกล้ง มองโลกด้วยแววตาท้าทายเหมือนจะบอกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่วัยรุ่นอย่างเขาต้องกลัว ส่วนอีกคนดูนุ่มนวลกว่า เป็นคนช่างสังเกต ช่างฝัน มีมุมอ่อนโยนและลังเลแบบคนที่กำลังค้นหาตัวเอง ทั้งคู่โตมาด้วยกัน ใช้เวลาหลังเลิกเรียนไปกับการขี่จักรยานลัดตรอกในโตเกียว แอบสูบบุหรี่บนดาดฟ้า แต่งเพลงเล่น ๆ ด้วยบีตบ็อกซ์และเครื่องดนตรีราคาถูก หัวเราะเสียงดังในห้องเรียนจนโดนดุเป็นประจำ สำหรับพวกเขา โรงเรียนไม่ใช่แค่ที่เรียน แต่คือบ้านหลังที่สอง คือเวทีสุดท้ายของวัยเด็กก่อนจะต้องแยกย้ายไปเป็นผู้ใหญ่ ความผูกพันของทั้งคู่จึงไม่ใช่แค่มิตรภาพผิวเผิน แต่คือการมีใครสักคนที่เข้าใจความบ้าบิ่น ความเหงา และความฝันแบบที่ไม่ต้องพูดออกมาก็รู้กัน แล้วคืนหนึ่งที่เริ่มต้นด้วยความคึกคะนองก็เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล ด้วยความซนและความหมั่นไส้ในอำนาจ พวกเขากับแก๊งเพื่อนร่วมชั้นร่วมกันวางแผนแกล้งครูใหญ่แบบแสบ ๆ ที่คิดว่าขำ ๆ แค่ข้ามคืนเดียวก็จบ แต่เรื่องกลับบานปลายเกินควบคุม เช้าวันต่อมาโรงเรียนตอบโต้ด้วยมาตรการที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือการติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วโรงเรียน พร้อมระบบตรวจจับใบหน้าและกฎเหล็กที่เข้มงวดขึ้นแบบก้าวกระโดด จากห้องเรียน ทางเดิน โรงอาหาร ไปจนถึงประตูทางเข้า ทุกย่างก้าวถูกบันทึก ทุกเสียงหัวเราะถูกจับจ้อง จากพื้นที่ที่เคยเป็นอิสระที่สุด โรงเรียนกลายเป็นเหมือนห้องขังใส ๆ ที่ทุกคนต้องระวังตัวตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้น ในระดับประเทศ บรรยากาศการเมืองก็กำลังร้อนระอุ รัฐบาลใช้ข้ออ้างเรื่องภัยพิบัติและความมั่นคงผลักดันนโยบายเฝ้าระวังประชาชนอย่างหนัก การประท้วงของคนหนุ่มสาวเริ่มถูกมองว่าเป็นภัย การตั้งคำถามถูกตีตราว่าเป็นความวุ่นวาย ความตึงเครียดจากข้างนอกจึงค่อย ๆ ซึมเข้ามาในโรงเรียนอย่างเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้เจ็บปวดและงดงามในเวลาเดียวกัน คือการที่กล้องตัวเล็ก ๆ เหล่านั้นไม่ได้แค่จับภาพเด็กนักเรียน แต่มันค่อย ๆ เปิดเปลือยความแตกต่างที่ซ่อนอยู่ระหว่างเพื่อนรักทั้งสองคน คนหนึ่งเลือกจะลุกขึ้นชน มองว่านี่คือการริดรอนเสรีภาพที่ยอมไม่ได้ ยิ่งถูกห้ามยิ่งอยากตะโกน ยิ่งถูกจับตามองยิ่งอยากแสดงออกผ่านดนตรีและเสียงเพลงใต้ดินที่เขาหลงรัก ส่วนอีกคนกลับเริ่มหวั่นไหว เขมาจากครอบครัวที่เปราะบางกว่า มีอนาคตที่ต้องรักษา มีความกลัวแบบที่พูดออกมาดัง ๆ ไม่ได้ จึงค่อย ๆ ถอยห่าง เลือกจะประนีประนอม เลือกจะเอาตัวรอดในระบบ ความสนิทที่เคยไร้เงื่อนไขเริ่มมีรอยร้าวเล็ก ๆ จากสายตาที่ไม่ตรงกัน จากบทสนทนาที่เงียบลง จากความรู้สึกว่าเรากำลังเดินไปคนละทางทั้งที่ยังนั่งข้างกันอยู่ทุกวัน Happyend จึงไม่ใช่หนังที่พูดถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตแบบฉาบฉวย แต่พูดถึงคำถามที่โคตรร่วมสมัยว่า เราต้องยอมแลกความเป็นส่วนตัว ความไว้ใจ และมิตรภาพ ไปมากแค่ไหนเพื่อคำว่าปลอดภัย และใครกันแน่ที่มีสิทธิ์นิยามคำนั้น โทนเรื่องล่องลอยอยู่ระหว่างความสดใสแบบหนังวัยรุ่น coming-of-age กับความอึดอัดแบบทริลเลอร์การเมือง มีทั้งเสียงหัวเราะ เสียงเพลงฮิปฮอปในห้องซ้อมแคบ ๆ และความเงียบชวนกระอักกระอ่วนในห้องเรียนที่รู้ว่ามีเลนส์กำลังมองอยู่ นี่คือเหตุผลว่าทำไม Happyend ถึงเป็นหนังที่ควรค่าแก่การเปิดใจดูสักครั้งในชีวิต มันไม่ได้มาเพื่อสั่งสอนหรือยัดเยียดคำตอบสำเร็จรูป แต่มาเพื่อพาเรากลับไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิมในห้องเรียน ม.ปลาย ให้นึกถึงเพื่อนคนนั้นที่เคยสัญญาว่าจะบ้าด้วยกันไปจนตาย แล้วชวนให้ถามตัวเองเบา ๆ ว่าถ้าวันหนึ่งโลกบังคับให้เราต้องเลือก เราจะยังเป็นคนเดิมอยู่ไหม งานภาพของเรื่องสวยแบบเหงา ๆ แสงธรรมชาติยามเย็นที่สาดผ่านม่านหน้าต่าง ฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ เสียงเตือนแผ่นดินไหวที่แทรกเข้ามาระหว่างบทสนทนา ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในโตเกียวเมืองนั้นจริง ๆ การแสดงของนักแสดงวัยรุ่นแก๊งนี้ก็เป็นธรรมชาติอย่างน่าทึ่ง ไม่ได้เล่นใหญ่แต่บาดลึกด้วยแววตาและความเงียบ สำหรับใครที่หลงรักหนังดราม่าวัยรุ่นที่มีประเด็นสังคมเข้มข้น ใครที่ชอบงานไซไฟที่ไม่ได้เน้นเอฟเฟกต์แต่เน้นบรรยากาศใกล้ตัว ใครที่เคยตั้งคำถามกับระบบการศึกษา การถูกสอดส่อง และราคาของความปลอดภัย เรื่องนี้จะกระแทกใจอย่างจัง และชื่อเรื่องที่ว่าแฮปปีเอนด์นั่นแหละ จะกลายเป็นคำถามที่ค้างอยู่ในหัว long หลังจากเครดิตจบไปแล้วว่า ในโลกที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป จุดจบที่มีความสุขหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่
รับชม Happyend แบบเต็มเรื่อง
นักแสดง

栗原颯人

Yukito Hidaka

林裕太

Shina Peng

Arazi

祷キララ

中島歩

矢作優

PUSHIM

渡辺真起子


