Take Charge of My Heart Season 1
★ TMDB 6.3 / 10
ตลก · นิยายวิทยาศาสตร์ · หนังชีวิต
ดูเรื่องนี้
SOS · PEOPLE
1 เรื่อง


อะแคปเปลลา
คืนเดียวที่เซนไดเปลี่ยนชีวิต! ย้ายมาใหม่ยังไม่ทันหายเหงา ก็ดันหล่นเข้าไปกลางวงเพื่อนสุดโต่งที่รักแรง เกลียดแรง และปรารถนาแรงยิ่งกว่า ยุโกะ สาวมหาวิทยาลัยวัยยี่สิบต้น ๆ จากโตเกียว ย้ายมาใช้ชีวิตในเซนไดปี 1969 ยุคที่ทั้งเมืองคุกรุ่นไปด้วยเสียงประท้วง เสียงกีตาร์ และเสียงหัวใจหนุ่มสาวที่ไม่อยากเดินตามกรอบเดิม ๆ เธอเป็นคนเงียบ เรียบร้อย เล่นเปียโนคลาสสิกมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตมีแต่โน้ตกับความคาดหวังของที่บ้าน จนวันหนึ่งเธอได้เจอกับ เอมิโกะ รุ่นพี่สาวสุดมั่นประจำกลุ่มกิจกรรมดนตรี สวย แรง กล้าพูดกล้าจีบ และมีเสน่ห์แบบที่ใครอยู่ใกล้ก็ใจสั่น เอมิโกะลากยุโกะเข้าสู่โลกใหม่ โลกของห้องซ้อมดนตรีเก่า ๆ หลังมหาวิทยาลัย ที่รวมตัวกันของหนุ่มสาวสายศิลป์ที่ไม่เชื่อในสงคราม ไม่เชื่อในระบบ และเชื่ออย่างเดียวว่าความรักกับดนตรีต้องสดเหมือนเล่นอะแคปเปลลา ไม่มีเครื่องดนตรีคุม ไม่มีใครคุมใคร ที่นั่นยุโกะได้เจอกับ ฮารุฮิโกะ หนุ่มนักไวโอลินหน้าตายแต่แววตาร้อน กับ ชินอิจิ เพื่อนสนิทของเขาที่เป็นนักกีตาร์สายติสต์ ปากร้ายแต่ใจอ่อน ทั้งสี่คนสนิทกันเร็วแบบงง ๆ จากคนแปลกหน้ากลายเป็นแก๊งที่กินข้าวหม้อเดียวกัน ซ้อมดนตรีด้วยกัน เม้าท์เรื่องความฝัน ความกลัว และเรื่องบนเตียงแบบติดตลกตามประสาหนุ่มสาวโตแล้วที่เริ่มสำรวจหัวใจตัวเอง ความสัมพันธ์มันเลยก้ำกึ่งตั้งแต่แรก เป็นทั้งเพื่อน ทั้งแรงบันดาลใจ ทั้งคนที่แอบมองกันนานกว่าปกติเวลาซ้อมเพลงรัก ยุโกะที่เคยเล่นแต่เพลงตามโน้ต เริ่มอยากเล่นเพลงของตัวเอง อยากใช้ชีวิตแบบไม่มี伴奏 ไม่มีพี่เลี้ยงคอยประคอง อยากลองรักแบบผู้ใหญ่ที่เลือกเอง เจ็บเอง รับผิดชอบเอง แล้วจังหวะชุลมุนของวัยหนุ่มสาวก็เริ่มขึ้น! ยุโกะหวั่นไหวกับฮารุฮิโกะแบบถอนตัวไม่ขึ้น เขาเป็นคนนิ่ง ๆ พูดน้อย แต่เวลาเล่นไวโอลินเหมือนเอาความในใจทั้งหมดมาเทลงบนสาย เหมือนเขาอ่านใจเธอออกโดยไม่ต้องพูดเยอะ อยู่ใกล้แล้วใจเต้นเหมือนซ้อมเพลงเร็วตลอดเวลา ขณะเดียวกันชินอิจิก็ชัดเจนว่าเขาสนใจเธอแบบผู้ชายสนใจผู้หญิงคนหนึ่ง ตรงไปตรงมา ขี้เล่น ชอบแหย่ ชอบชวนคุยดึก ๆ เรื่องอนาคต เรื่องอิสรภาพ เรื่องว่าถ้าไม่ต้องแคร์สายตาใคร เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน ส่วนเอมิโกะก็มีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงยังเผลอมอง เธอเป็นเหมือนศูนย์กลางของวง เป็นคนจุดไฟ เป็นคนกล้าทำในสิ่งที่คนอื่นได้แต่คิด ความสัมพันธ์ของทั้งสี่คนเลยไม่ใช่รักสามเส้าธรรมดา แต่เป็นวงกลมของความผูกพันที่ทับซ้อนกัน ทั้งรัก ทั้งหึง ทั้งห่วง ทั้งอยากครอบครอง แต่ก็ไม่อยากเสียมิตรภาพไป หนังเล่าเรื่องนี้ผ่านบรรยากาศปี 69 ได้โคตรถึง ทั้งม็อบนักศึกษาในมหาวิทยาลัย การปะทะกับตำรวจ โปสเตอร์ปลุกระดม เพลงประท้วง ร้านกาแฟที่เปิดแผ่นเสียงทั้งวัน หอพักไม้เก่า ๆ ที่ผนังบางจนได้ยินเสียงหัวเราะกับเสียงร้องไห้ของห้องข้าง ๆ ทุกอย่างมันเร่งให้พวกเขารู้สึกว่าชีวิตสั้น ต้องรีบรัก รีบฝัน รีบใช้ร่างกายและหัวใจให้คุ้มก่อนโลกจะเปลี่ยนไปอีก ฉากซ้อมดนตรีเลยกลายเป็นฉากเย้ายวนที่สุดโดยไม่ต้องถอดอะไรเลย แค่สายตาที่มองกันตอนร้องประสานเสียง ลมหายใจที่หอบพร้อมกันตอนจบเพลง มือที่เผลอแตะกันบนคีย์เปียโน แล้วรีบชักกลับเหมือนไฟช็อต คนดูอย่างเรานี่แหละที่นั่งบิดตัวเขินแทน หนังเก่งมากในการใช้ดนตรีคลาสสิกกับเพลงยุค 60 มาเล่าแทนความปรารถนา ไม่ต้องพูดตรง ๆ ว่าคิดอะไร แต่เสียงไวโอลินกับเสียงเปียโนที่ไล่กันไปมามันฟ้องหมดว่าใครต้องการใครมากแค่ไหน ยุโกะจากสาวขี้อายเริ่มกล้าแต่งตัว กล้าตอบโต้ กล้าบอกว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ใช่แค่เรื่องดนตรี แต่เรื่องความสัมพันธ์ด้วย เธอเรียนรู้ว่าความเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่การห้ามใจ แต่คือการซื่อสัตย์กับใจตัวเองแล้วไม่โยนความเจ็บให้คนอื่น ยิ่งใกล้กันมาก ยิ่งเจ็บมาก! เพราะความรักแบบผู้ใหญ่ในยุคที่ทุกอย่างไม่แน่นอน มันไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีใครเป็นของใครจริง ๆ ได้ เอมิโกะที่ดูเหมือนเข้มแข็งที่สุด กลับมีบาดแผลเรื่องครอบครัวและความคาดหวังที่แบกไว้เงียบ ๆ เธอใช้ความรักอิสระเป็นเกราะ แต่ลึก ๆ ก็อยากมีใครสักคนที่อยู่ข้าง ๆ แบบไม่หนีไปไหน ฮารุฮิโกะที่ดูเป็นสุภาพบุรุษ กลับต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองกับอนาคตนักดนตรี กับความรักตรงหน้าที่อาจทำให้เขาเสียสมาธิ ชินอิจิที่ดูเจ้าชู้ที่สุด กลับเป็นคนที่จริงใจที่สุดเวลาพูดเรื่องความผูกพัน เขาอยากให้ทุกคนยังเป็นเพื่อนกันได้แม้จะรักกันแบบไหนก็ตาม ส่วนยุโกะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเธอรักเพราะเหงา รักเพราะตื่นเต้นกับโลกใหม่ หรือรักเพราะเห็นตัวตนจริง ๆ ของอีกฝ่าย หนังพาเราไปดูการเติบโตของพวกเขาผ่านเรื่องเล็ก ๆ ที่โคตรจริง ทั้งการทะเลาะกันเรื่องไร้สาระในห้องซ้อม การงอนกันข้ามวันเพราะหวงกันโดยไม่มีสิทธิ์หวง การแอบไปเจอกันสองต่อสองตอนกลางคืนในสวนสาธารณะที่เซนได การเขียนจดหมายหากันทั้งที่อยู่ห่างกันแค่หอพักคนละตึก การตัดสินใจว่าจะไปม็อบหรือไปซ้อมคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ที่อาจมีคนดูแค่สิบคน ทุกซีนมีความเย้ายวนแบบผู้ใหญ่เจืออยู่ตลอด เป็นความเย้ายวนของบทสนทนา ของสายตา ของการสัมผัสแบบคนรักที่ยับยั้งชั่งใจ ไม่ใช่หนังที่จ้องจะขายฉากวาบหวิว แต่เป็นหนังที่บอกว่าความปรารถนาของคนวัยยี่สิบมันสวยงามและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน มันทำให้กล้า มันทำให้โง่ มันทำให้เห็นแก่ตัว แล้วสุดท้ายมันก็ทำให้โตขึ้น ใครชอบหนังรักดราม่าพีเรียดที่มีกลิ่นอายศิลปะ มีดนตรีเพราะ ๆ เคลือบความแซ่บแบบผู้ใหญ่ ต้องกดเรื่องนี้เลย! อะแคปเปลลา ไม่ใช่หนังรักหวานแหวว ไม่ใช่หนังอีโรติกโจ่งแจ้ง แต่เป็นหนังที่พาเราไปนั่งฟังเสียงหัวใจของหนุ่มสาวสี่คนที่เล่นชีวิตแบบไม่มีดนตรีประกอบ ไม่มีสคริปต์ ไม่มีคนคอยบอกคิว ทุกความสัมพันธ์ ทุกการสัมผัส ทุกการตัดสินใจในคืนดึกของเซนได มันสด มันดิบ มันพลาดได้ มันเจ็บได้ แต่โคตรจริง ภาพสวยมาก แสงธรรมชาติในห้องไม้เก่า เสียงเปียโนกับไวโอลินที่ไล่กันจนขนลุก บรรยากาศม็อบปี 69 ที่ทำให้รู้สึกว่าเรากำลังแอบดูชีวิตของใครบางคนที่มีอยู่จริง ดูจบแล้วจะเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงตั้งชื่อว่า 无伴奏 ที่แปลว่าไร้เครื่องประกอบ เพราะสุดท้ายแล้วความรักที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ความรักที่มีทุกอย่างพร้อม แต่เป็นความรักที่กล้ายืนร้องเพียว ๆ ด้วยเสียงของตัวเอง แม้จะเพี้ยนบ้าง สั่นบ้าง แต่ก็เป็นเสียงจริง ๆ ของหัวใจ เตรียมใจไว้เลยว่าดูแล้วจะทั้งเขิน ทั้งหน่วง ทั้งคิดถึงรักครั้งแรกของตัวเอง แล้วจะเผลอถามตัวเองว่า ถ้าเราย้อนไปวัยยี่สิบต้น ๆ ที่กล้าบ้าบิ่นแบบนั้นได้ เราจะกล้ารักให้สุดแบบพวกเขาหรือเปล่า
ดูเลย · พากย์ไทย